ครูอาสาคลองหลอด



กิ่งแก้วกลางกรุง

 

          วันที่ฉันมาเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือกับกลุ่ม ซ โซ่ อาสา ครบ 4 เดือน ก็เป็นวันแรกที่เด็กหญิงคนหนึ่งมาเรียนที่ริมคลองหลอด เธอชื่อน้องกิ่ง ฉันไม่อยากเชื่อว่าเธออายุ 5 ขวบแล้ว

น้องกิ่งตัวเล็กและผอม ตามแขนขามีแผลเป็นจุดๆ บ้างก็ตกสะเก็ดแล้ว บ้างก็เป็นแผลใหม่มีทั้งน้ำใสและน้ำเหลือง เธอเป็นคนผิวคล้ำอาจเพราะว่าอยู่กลางแดดกลางลมตลอด ทำไม...ชีวิตของเด็ก 5 ขวบ ไม่ได้เรียนหนังสือในห้องเรียน ไม่ได้อยู่สบายในบ้านหรอกหรือ ฉันถึงได้ใช้คำว่าอยู่กลางแดดกลางลม

ใช่แล้ว...น้องกิ่งเป็นเด็กเร่ร่อน วันแรกที่เธอมาเรียน ยายเป็นคนพามา ไม่มีใครรู้ว่าเป็นยายแท้ๆ หรือเปล่า หรือเป็นแค่ผู้หญิงชราเร่ร่อนแถวสนามหลวงคนหนึ่ง และนับถือกันเป็นยายเป็นหลาน ฉันเชื่อว่าน้องกิ่งยังไม่เคยได้จับดินสอ เธอไม่กล้าแม้แต่จะนั่งเก้าอี้ แววตาดูตื่นกับคนแปลกหน้าที่เรียกตัวเองว่าครู เธอมองหายายตลอดเวลา แม้ครูจะสอนจับดินสอลากไปตามเส้นประของตัวอักษร ก ไก่

เรียนกับคุณครูก่อนนะ เดี๋ยวยายมารับ พอได้ยินดังนั้น น้องกิ่งรีบลงจากเก้าอี้เดินไปหายาย แล้วเช้าวันอาทิตย์วันนั้น ยายก็ต้องนั่งอยู่เป็นเพื่อนจนถึงเที่ยง และเด็กหญิงก็ยังไม่ได้เรียนอะไร แค่ได้นั่งเก้าอี้ และมองเด็กคนนั้น เหลียวดูครูคนนี้ และมองดูยายเป็นระยะ ฉันคิดว่าแววตาที่มองคนนั้นคนนี้อย่างอยากรู้ เป็นนิมิตที่ดี เธอเริ่มจะเปิดรับคนแปลกหน้าคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนที่สนามหลวง บ้านเดียวกันกับเธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นในตัวของกิ่งคือ เธอเป็นเด็กหญิงที่มีพื้นฐานจิตใจดี แม้จะไม่คุ้นเคย แต่เที่ยงวันนั้น เธอก็ยกมือไหว้ครูทุกคน ตามที่ยายบอก

 

สัปดาห์ถัดมาความคิดของฉันก็ถูกต้อง แม่ของกิ่งเป็นคนมาส่งเอง เธอไหว้ครูปู่ ไหว้ฉัน พร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ วันนั้นเองที่ฉันได้รู้ว่า บ้านและห้องเรียนของเธอคือ สนามหลวง เด็กผู้หญิง 5 ขวบคนอื่นๆ คงเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 หรือ 2 แล้ว แต่กิ่งก็ยังใช้ชีวิตทุกวันข้างรถเข็นขายน้ำของแม่ใต้ต้นมะขาม ใกล้ป้ายรถเมล์ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่แม่ของเธอก็บอกกับครูปู่ว่า เปิดเทอมหน้าจะให้กิ่งเข้าโรงเรียน แต่ขอหาหลักฐานก่อน เพราะพ่อกับแม่แยกกัน กิ่งอยู่กับแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ฉันไม่รู้ว่าแม่พากิ่งมาอยู่ที่สนามหลวงนานแค่ไหนแล้ว

วันนั้นกิ่งยอมจับดินสอ โดยมีมือของฉันโอบกระชับแน่น ลากเส้นประ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก จนเสร็จ กิ่งส่งรอยยิ้มให้ฉันและครูคนอื่นๆ แววตาเริ่มเป็นมิตร และฉันก็เห็นจิตใจที่ดีงาม ที่บริสุทธิ์ของเธอ ที่ใครๆ เรียกว่า เด็กเร่ร่อน

ครูยืนอยู่ตรงนั้น ไม่กลัวตกน้ำเหรอคะ กิ่งถามครูผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อเห็นเธอยืนสอนอยู่ริมคลอง ฉันที่กำลังสอนกิ่งอยู่เงยหน้าขึ้นมามอง ครูคนนั้นไม่มีเก้าอี้นั่ง เพราะพื้นที่ไม่พอจะวางเก้าอี้ และเนื้อที่ที่เธอยืนก็แคบมาก ถ้าเผลอเหยียบผิดตำแหน่งก็มีหวังตกคลองแน่ ฉันไม่สังเกตเพราะมัวแต่ตั้งใจสอน แต่กิ่งถึงแม้จะตั้งใจเรียนแต่กลับเห็นและถามครูด้วยความเป็นห่วง ฉันยอมรับว่ารู้สึกละอายใจที่ไม่มองสิ่งรอบข้าง คำพูดซื่อๆ ของกิ่ง ทำให้ฉันเขยิบเก้าอี้เข้ามาด้านใน เพื่อให้ครูคนนั้นมีที่ว่างพอจะเอาเก้าอี้ไปวาง จะได้นั่งและห่างจากริมคลอง พอเห็นครูได้นั่ง เธอก็ยิ้มตาหยี ฉันชอบรอยยิ้มของเธอมาก ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงโลกที่สดใส ถึงยิ้มที่บริสุทธิ์จริงใจ

วันนั้นกิ่งได้จับดินสออย่างตั้งใจ เรียนรู้เรื่องสี เริ่มระบายสีได้แต่ยังไม่สวย แต่ที่เธอชอบมากคือ ตอนที่เห็นฉันเหลาดินสอ กิ่งมองด้วยความตื่นเต้น และร้องขอกบมาเหลาดินสอ ดินสอหรือสีของเธอเริ่มทู่ กิ่งจะหยิบกบมาเหลา เหลาไปก็ยิ้มไป ความสุขของเด็กๆ ช่างหาได้ง่ายจริงๆ

กิ่งเที่ยงกว่าแล้ว แม่ยังไม่มารับสักที หนูหิวข้าวไหม หรือให้ครูไปส่งไหม แม่หนูอยู่ที่ไหน กิ่งชี้ไปที่สนามหลวง

ถ้าอย่างนั้นครูเดินไปส่ง เธอจูงมือฉันเดินจากคลองหลอดไปสนามหลวง พวกเราครูอาสาเดินผ่านเส้นทางนี้ทุกวันอาทิตย์ แต่ไม่เคยเห็นรถเข็นของแม่กิ่งเลย หรือพวกเราไม่เคยสังเกต เพราะเด็กเร่ร่อน คนขายของรอบๆ สนามหลวง ไม่มีอะไรแตกต่างกันจนให้เราได้สังเกตก็เป็นได้

พอเราพาเธอมาส่งถึงมือแม่ ครูปู่ก็พูดขึ้นมาว่า เออ เก่งนะ จำได้ด้วย นึกว่าพาเดินมามั่วๆ

อาทิตย์ต่อไป พวกหนูมากิ่งมาส่งก็ได้ค่ะ เพราะยังไงก็ผ่านทางนี้อยู่แล้ว

ฉันพูดกับแม่ เธอเอ่ยขอบคุณ พร้อมกับบอกว่า ไม่มีใครเฝ้า เลยไม่ได้ไปรับ ฉันนึกถึงตอนที่ถามแม่ของกิ่งว่า ขายของอยู่ตรงนี้ตลอดหรือไม่ เธอบอกว่าก็อยู่แถวนี้แหละ ถ้าเทศกิจไม่มาไล่ ฉันนึกไปไกลถึงขั้นว่า ถ้าเธอไม่ไปรับกิ่ง แล้วถูกเทศกิจไล่ เราพากิ่งมาส่งแล้วตามหาแม่ไม่เจอ จะทำยังไง แต่นึกอีกที สนามหลวงคือบ้านของกิ่ง แม่ค้าที่ขายของอยู่รอบๆ กิ่งก็คงรู้จัก เด็กที่วิ่งเล่นแถวนี้ ก็คือเพื่อนของเธอ แล้วฉันจะต้องห่วงอะไร

 

สัปดาห์ถัดมา กิ่งมาถึงห้องเรียนก่อนฉันเสียอีก แม่ฝากเธอไว้ก่อนจากไปให้เงินกิ่ง 20 บาท

ไม่เอาแบงก์จะเอาเหรียญ ฉันไม่รู้ว่า เด็กหญิงเข้าใจว่าเหรียญหนักกว่าแบงก์แล้วมีค่ามากกว่าหรือเปล่า ถึงไม่ยอมเอาเงิน 20 บาท แม่ของกิ่งให้เหรียญ 5 บาทมา 2 เหรียญ แต่กิ่งบอกว่า เอาเหรียญเดียวพอ คำพูดของกิ่งทำให้ฉันรู้ว่า เธอรู้ว่าแบงก์มีค่ามากกว่าเหรียญ แต่เธอก็รับเงินติดตัวแค่เหรียญเดียว ฉันนึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ถ้าแม่ให้เงินมา 20 บาท ฉันคงไม่เรียกร้องขอเงินเหรียญเป็นแน่

วันนั้นกิ่งเริ่มพูดคุยกับเด็กคนอื่นๆ คุ้นเคยกับครูที่มาสอน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งคือ ส้มโอ เด็กที่ครูปู่บอกว่าสมาธิสั้น นั่งไม่ติดที่ พูดจาเพราะบ้างไม่เพราะบ้าง มีน้ำใจบ้างไม่มีบ้าง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ แต่ส้มโอเรียกร้องอยากนั่งข้างน้องกิ่ง และเป็นครั้งแรกที่ส้มโอนั่งติดเก้าอี้ตลอดเวลา 3 ชั่วโมง เด็กสองคนคัดไทยและระบายสีด้วยกัน

ครูค่ะ น้องกิ่งอยากได้รูประบายสี ครูเอาให้หน่อยสิคะ เสียงของส้มโอเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ฉันอมยิ้มได้ ทำไมถึงทึ่ง ทำไมถึงอมยิ้ม ใครที่เคยไปสอนที่คลองหลอด คงรู้จักส้มโอดี ฉันรู้ว่าเด็กทุกคนมีพื้นฐานจิตใจที่ดี มีน้ำใจกับเพื่อน แต่สิ่งที่ส้มโอทำและพูด ก็ยืนยันความคิดของฉันได้ ฉันคิดว่าส้มโออาจจะอายุน้อยกว่ากิ่ง แต่เพราะกิ่งตัวเล็กมาก ส้มโอจึงเรียกว่า น้องกิ่ง คิดดูว่า ส้มโอยังเรียกน้องกิ่งด้วยน้ำเสียงที่สื่อถึงความรัก ความถูกใจ แล้วจะไม่ให้ผู้ใหญ่ตาดำๆ อย่างฉันผูกพันกับน้องกิ่งได้ยังไงไหว แม้จะรู้จักกันมาแค่ 9 ชั่วโมงก็เถอะ (อย่างง เราไปสอนอาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง และเพิ่งรู้จักกิ่งแค่ 3 อาทิตย์เอง)

กิ่ง เด็กที่ขาดวัตถุ ขาดพ่อ แต่ฉันคิดว่าเธอได้รับความรักจากแม่อย่างเต็มเปี่ยม แต่อย่างไรก็เป็นเด็กที่ขึ้นชื่อว่า ขาด อยู่ดี แต่ฉันเชื่อว่า ความรักของแม่ ความอบอุ่นทางใจที่ได้รับจากครูแม้อาจจะเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเธอ แต่ก็คือความรักที่เธอได้รับการเติมด้วยความจริงใจ

 

อ่านเจอภาษากินใจจากหนังสือเรื่อง ดอกไม้ของโลก ของ แพร จารุ และภูรุ้ง จึงนำมาฝาก

หากมีใครบอกฉันว่า...สำหรับเด็กที่ขาดรัก ใจเขาจะเติมไม่เต็ม และเขาไม่อาจแบ่งปันความรักได้ ฉันจะบอกกับเขาว่า...หากเราตั้งใจจริงที่จะเติมหัวใจที่ขาดรักนั้นอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ หัวใจของเขาก็จะเติมเต็มได้ และความรักก็จะสามารถแบ่งปันได้เช่นกัน

 

ในสังคมนี้มีเด็กที่ขาดมากมาย และฉันก็เชื่อว่ายังมีคนอีกมากมายเช่นกันที่จะอาสามาเติมรักให้พวกเขา



ครูอาสาคลองหลอด
Join this Group!RSS FeedHelp on RSS FeedsAdd to My Yahoo
Report Abuse
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help